น้ำมันมะพร้าว กระชับสัดส่วน ลดคลอเรสเตอรอล ไม่มีไขมันสะสม ผิวดูอ่อนวัย นุ่มและเนียน ป้องกันฝ้าและกระ ปรับสภาพเส้นผม

น้ำมันมะพร้าว : อาหารทางเลือกของสมอง

เป็นเรื่องโชคดีที่สมองสามารถมีแหล่งของพลังงานได้มากกว่าหนึ่งอย่าง น้ำมันมะพร้าวเข้ามามีบทบาทในการเป็นอาหารทางเลือกของสมองและป้องกันการตายของเซลล์สมองได้ น้ำมันมะพร้าวอาจช่วยฟื้นชีวิตของเซลล์ประสาท ทำให้สื่อประสาทต่างๆที่ถูกทำลายกลับฟื้นขึ้นมาได้ สารดังกล่าวคือ คีโตน ในขณะอดอาหารร่างกายของเราสามารถผลิตคีโตนจากไขมันที่สะสมไว้ แต่อาจผลิตได้จาก MCT ที่มีอยู่ในอาหาร น้ำมันมะพร้าวเป็นแหล่งที่มากที่สุดของ MCT ได้มีการใช้อาหารที่มีไขมันสูงที่เปลี่ยนเป็นคีโตนได้ สำหรับการรักษาโรคลมชักในเด็กมาช้านานแล้ว แต่เดี๋ยวนี้กำลังนำมาใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมอื่นๆ คีโตนเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้น เมื่อมันเปลี่ยนไขมัน (ซึ่งตามปกติจะเปลี่ยนน้ำตาล) ให้เป็นพลังงาน และแหล่งที่มาหลักของคีโตนก็คือ MCT ที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าว  ซึ่งมีอยู่สูงถึง 62.5% คีโตนนี้ยังมีคุณค่าต่อสุขภาพอื่นๆอีกมาก เช่น ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน โรคฮันติงตัน โรคลมชักที่ดื้อยา โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2  คีโตนอาจช่วยฟื้นฟูสมองจากการขาดออกซิเจนตั้งแต่ในเด็กทารกแรกเกิดจนถึงผู้ใหญ่ อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูอาการโรคหัวใจหลังจากอาการหัวใจวายอย่างรุนแรง และอาจทำให้เนื้องอกที่เป็นมะเร็งหดตัว

MCT เป็นไขมันที่ร่างกายไม่ได้ใช้เปลี่ยนเป็นสารอื่นดังเช่น LCT ตามปกติ ไขมันในร่างกายจะถูกจับโดยน้ำดีที่ผลิตโดยถุงน้ำดี ก่อนที่จะแตกตัวในระบบย่อยอาหาร แต่ MCT จะเคลื่อนย้ายไปยังตับโดยตรง และตับจะเปลี่ยนไขมันให้เป็นคีโตน โดยไม่ผ่านการทำงานของน้ำดีอย่างสิ้นเชิง จากนั้นตับก็จะปลดปล่อยคีโตนเข้าสู่กระแสเลือด แล้วเคลื่อนย้ายไปสู่สมองเพื่อใช้เป็นพลังงานที่นั่น จึงสรุปได้ว่า คีโตน เป็นแหล่งของอาหารที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคเบาหวาน

ในกรณีของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ เซลล์ประสาทในบางส่วนของสมองไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าไปได้ เพราะเกิดการดื้อต่ออินซูลิน และค่อยๆตายไป อันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นที่ใช้เวลานับเป็นสิบๆปี ก่อนที่อาการจะปรากฎ แต่ถ้าเซลล์มีคีโตน มันจะยังมีชีวิตอยู่ได้ และยังคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคอัลไซเมอร์

การค้นพบของแพทย์หญิงแมรี นิวปอรท์  (Dr. Mary Newport)

สตีฟ นิวปอร์ท เป็นนักบัญชี เมื่ออายุ 53 ปี เริ่มมีปัญหาในการทำงาน กล่าวคือไม่เป็นระเบียบ ทำอะไรผิดพลาด มีภาวะกดดัน และในที่สุดก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ ที่เริ่มก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ต้องขอบคุณภรรยา คือ แพทย์หญิงแมรี นิวปอร์ท ผู้อำนวยการของ Neonatal Intensive Care Unit, Spring Hill Regional Hospital, Florida, USA ที่ไม่ได้เพียงแต่ยอมรับการวินิจฉัยที่นำไปสู่ผลที่แสนเศร้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อันนี้ แต่ได้ขวนขวายหาหนทางรักษาอาการของสามี และตัดสินใจให้สามีเข้าร่วมการทดลองทางการแพทย์ โดยใช้ยาตัวใหม่สำหรับโรคสมองเสื่อม แต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหา กล่าวคือการที่จะเข้าร่วมโครงการ ผู้ป่วยจะต้องมีส่วนของสมองที่ยังทำหน้าที่อยู่บ้าง ทั้งนี้เพราะในการรักษาด้วยยา ผู้ให้ทุนอุดหนุนก็หวังว่าจะช่วยรักษาผู้ที่เพิ่งเริ่มมีปัญหาสมองเสื่อมในระยะแรกๆ เพราะมีโอกาสประสบความสำเร็จ แต่ในกรณีของสตีฟนั้น ความพิการของสมองได้เลยจุดนั้นไปแล้ว เพราะได้ตะแนนจากการทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์สำหรับการทดลอง (Newport, 2008)

พญ. นิวปอร์ท จึงต้องกลับไปค้นคว้าต่อไป จนพบข้อมูลอันหนึ่งเกี่ยวกับการใช้ไขมัน ที่มีชื่อเรียกว่า medium chain triglyceride (MCT) ที่แสดงผลที่น่าพอใจสำหรับอาการทางปราสาท สารที่มี  MCT อู่ในปริมาณสูงที่สุด คือน้ำมันมะพร้าว พญ. แมรี นิวปอร์ท ให้น้ำมันมะพร้าวแก่สามีของเธอในปริมาณมากโดยการใส่น้ำมันมะพร้าว 7 ช้อนชาลงไปในอาหารทุกมื้อ ภายหลังจากการใช้ครั้งแรก ก็มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้น ต่อมาอีก 2 เดือน สตีฟเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พูดมากขึ้น และมีอารมณ์ขันกลับมาอย่างช้าๆ ความตั้งใจและความสามารถที่จะอยู่กับงานที่ทำอยู่ดีขึ้น ในการสังสรรค์ในครอบครัว สตีฟสามารถจำชื่อญาติได้ ทั้งๆที่เมื่อ1 ปีก่อนหน้านี้ เขาจำใครไม่ได้เลย (Newport, 2009)

หลังจากการใช้น้ำมันมะพร้าวหนึ่งปีครึ่ง สตีฟได้เป็นอาสาสมัครในห้องพัสดุของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และสนุกกับงาน และเพื่อนร่วมงาน อาการที่ก้าวเดินไม่ได้เมื่อก่อน ดีขึ้นจนสามารถวิ่งได้ สามารถอ่านหนังสืออย่างเข้าใจเนื้อหาได้อีกครั้ง รวมทั้งความทรงจำระยะสั้นดีขึ้น จนเขามีความรู้สึกว่า ชีวิตเขากลับคืนสู่ปกติแล้ว

ดร. นิวปอร์ท ให้เหตุผลของการฟื้นจากอาการของโรคอัลไซเมอร์ว่า เป็นผลของสารคีโตน (ketone) ทั้งนี้เพราะ MCT มีพฤติกรรมไม่เหมือนกับไตรกลีเซอไรด์สายโซ่ขนาดยาวที่มีในน้ำมันทั่วไป เพราะมันมีขนาดโมเลกุลที่สั้นกว่า จึงถูกดูดซึม และถูกใช้ในการเปลี่ยนให้เป็นพลังงานในตับและแทนที่จะเก็บไว้ในรูปของไขมัน มันกลับเปลี่ยนไปเป็นสารคีโตน ซึ่งเป็นแหล่งสารให้พลังงานอีกรูปแบบที่สมองนำไปใช้ได้ดี (Hosley-Moore, 2008)

สมมุติฐานว่าด้วยสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์3

สมมุติฐานว่าด้วยสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ นักวิจัยด้านการแพทย์ ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์อย่างแน่ชัด แม้ว่าจะมีนักวิจัยจำนวนมาก ต่างก็กำลังหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ และก็ยังเชื่อว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หาย

สิ่งที่รู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ก็คือ โรคนี้มักจะเกิดในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่อาจจะพบในคนที่มีอายุน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่อัตราความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ จะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นด้วย มีสมมุติฐานมากมายที่พยายามจะอธิบายถึงสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ และที่ได้รับความเชื่อถือมากคือ

5.   สมมุติฐานสมองขาดอาหาร (Food-Lacking Brain Hypothesis) :  น้ำตาลเป็นอาหารของสมองโดยถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน นักวิทยาศาตร์เพิ่งเข้าใจกลไกในการสะสมน้ำตาลในสมองเมื่อเร็วๆนี้เอง สิ่งที่เพิ่งพบก็คือ “สมองสามารถสร้างอินซูลินได้ด้วยตัวของมันเอง” เพื่อนำน้ำตาลในกระแสเลือดเข้าไปเป็นอาหารของสมอง เพื่อการดำรงชีวิตอยู่ของเซลล์สมอง  เรื่องนี้ จะเข้าใจได้ดีขึ้นหากเปรียบเทียบกับโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นอาการที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่ได้ จึงไม่สามารถพาน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ได้ หรือเซลล์ดื้อต่ออินซูลิน จึงต้องใช้อินซูลินมากขึ้น หากมีไม่มากพอ น้ำตาลก็เข้าไปในเซลล์ไม่ได้ เบาหวานทั้ง 2 ประเภท ทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งจะถูกไตขับออกไปทางปัสสาวะ ในขณะที่เซลล์ก็ขาดพลังงาน จึงค่อยๆตายไป เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆก็จะเสื่อมลง เมื่อความสามารถของสมองในการผลิตอินซูลินลดลง ทำให้น้ำตาลเข้าไปในเซลล์สมองได้น้อยลง สมองก็ขาดอาหารไปโดยปริยาย ส่งผลให้ขาดพลังงานที่จำเป็นสำหรับการทำงานปกติิ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ก็คือ สมองทั่วทุกส่วน โดยเฉพาะเปลือกสมองใหญ่ (cerebral cortex) จะฝ่อลง ซึ่งนำไปสู่การทำงานที่ผิดปกติ และในที่สุด ก็สูญเสียความทรงจำรวมทั้งความสามารถในการพูด และการเคลื่อนไหว ส่วนบุคลิคภาพก็เสื่อมลงด้วย

ปัจจุบัน เป็นที่รู้กันแล้วว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีอัตราเสี่ยงเพิ่มขึ้น 65% หากเป็นโรคอัลไซเมอร์ด้วย จึงพอสรุปได้ว่า มีความสัมพันธ์กันระหว่างโรคทั้งสองนี้ แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังไม่รู้กลไกที่แท้จริง แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ โรคทั้งสองเกี่ยวข้องกับความต้านทาน หรือดื้อต่ออินซูลินในร่างกาย (โรคเบาหวาน) และในสมอง (โรคอัลไซเมอร์) ซึ่งในทั้งสองกรณีนี้ น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยแก้สถานการณ์ได้

สมมุติฐานว่าด้วยสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์2

สมมุติฐานว่าด้วยสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ นักวิจัยด้านการแพทย์ ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์อย่างแน่ชัด แม้ว่าจะมีนักวิจัยจำนวนมาก ต่างก็กำลังหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ และก็ยังเชื่อว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หาย

สิ่งที่รู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ก็คือ โรคนี้มักจะเกิดในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่อาจจะพบในคนที่มีอายุน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่อัตราความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ จะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นด้วย มีสมมุติฐานมากมายที่พยายามจะอธิบายถึงสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ และที่ได้รับความเชื่อถือมากคือ

3.  สมมุติฐานระดับสารอะเซทิลโคลีนลดลง (Cholinergic Hypothesis) : Francis, et al. (1999) เสนอว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นความผิดปกติที่มีผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการสื่อสารที่น่ามหัศจรรย์ ในการควบคุมความรู้สึกและการตอบสนองของมนุษย์ การสื่อสารที่สำคัญต่างๆในร่างกาย  จะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า “สารสื่อประสาท” (neurotransmitter)  เป็นตัวสื่อสาร สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการทำงานขึ้น สารสื่อประสาทนี้ คือ อะเซทิลโคลีน (acetylcholine) ที่ช่วยให้มนุษย์มีความสามารถในการจำ ดังนั้น ปัญหาที่รุนแรงอาจเกิดขึ้น หากในสมองมีสารนี้ลดน้อยลงอย่างมาก ทำให้เซลล์สมองมีปัญหาในการสื่อสาร ซึ่งก็ตรงกับการพบว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสารอะเซทิลโคลีนลดลงอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความสามารถในการจำ และการใช้เหตุผลของผู้ป่วย ลดลงตามไปด้วย ปริมาณสารอะเซทิลโคลีนนี้ ถูกควบคุมโดยเอนไซม์ที่ชื่อ อะเซทิลโคลีน เอสเทอเรส (acetylcholine esterase) ซึ่งจะทำหน้าที่ย่อยอะเซทิลโคลีนให้หมดไป ทำให้สารสื่อประสาทมีปริมาณน้อยลงในสมอง

4.  สมมุติฐานฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง (Estrogen Hypothesis) : เนื่องจากสตรีสูงอายุที่หมดประจำเดือน เพราะมดลูกหยุดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรตเจนมักจะมีอาการวัยทอง ซึ่งหลายคนมักจะมีอาการของโรคอัลไซเมอร์ด้วย จึงมีผู้ตั้งสมมุติฐานว่า การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์ นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า เอสโตรเจนช่วยให้เซลล์สมองมีชีวิตอยู่ได้ และช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ แต่บางคนก็เชื่อว่า เอสโตรเจนช่วยในการเผาผลาญสาร amyloid precursor protein (APP) ที่มีผลป้องกันไม่ให้เกิด beta amyloid fibers แต่ Behl (1990) พบว่า เอสโตรเจนทำหน้าที่เป็นแอนตีออกซิแดนต์ ที่ป้องกันเซลล์ประสาทไม่ให้ถูกทำร้ายโดยอนุมูลอิสระ McEwen (2002) แสดงให้เห็นว่า เอสโตรเจนมีศักยภาพ ที่จะเพิ่มการทำงานของระบบประสาทโดยช่วยยืดอายุเซลล์ประสาทความทรงจำระยะยาว (hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเก็บและใช้ความจำในระยะสั้น การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์ เริ่มมีความสำคัญในต่างประเทศ เพราะมีการพบว่า ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีโอกาสเกิดโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่า และเป็นโรคช้ากว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยานี้ (นิรนาม , 2554)

สมมุติฐานว่าด้วยสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

สมมิตฐานว่าด้วยสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ นักวิจัยด้านการแพทย์ ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์อย่างแน่ชัด แม้ว่าจะมีนักวิจัยจำนวนมาก ต่างก็กำลังหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ และก็ยังเชื่อว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หาย

สิ่งที่รู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ก็คือ โรคนี้มักจะเกิดในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป แต่อาจจะพบในคนที่มีอายุน้อยกว่านี้ก็ได้ แต่อัตราความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ จะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นด้วย มีสมมุติฐานมากมายที่พยายามจะอธิบายถึงสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ และที่ได้รับความเชื่อถือมากคือ

  1. สมมุติฐานการเติมออกซิเจนของไขมัน (Lipid Peroxidiation Hypothesis) : จากการทดลองให้หนูกินนมที่เติมน้ำมันถั่วเหลือง นักวิจัยได้พบว่า น้ำมันถั่วเหลืองได้เดินทางไปที่เซลล์สมองโดยตรง และไปถูกเติมออกซิเจนที่นั่น ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์สมองมีโครงสร้างผิดปกติ  Ray Peat (1980) จึงเชื่อว่าการเติมออกซิเจนให้ไขมัน ก่อให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ประสาท อันเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ น้ำมันที่ถูกเติมออกซิเจนคือน้ำมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง
  2. สมมุติฐานการสะสมอะมีลอยด์เบตา (Amyloid Beta Hypothesis) : Hardy and Allsop (1991) ให้ข้อคิดว่าการสะสมสารอะมีลอยด์เบตา เป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ สิ่งที่สนับสนุนสมมุติฐานนี้มาจากการพบตำแหน่งของยีนสำหรับสร้างโปรตีนต้นกำเนิดของอะมีลอยด์เบตาบนโครโมโซมตัวที่ 21 พร้อมๆกับความจริงที่ว่า คนที่มีกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งมีโครโมโซมตัวที่ 21 เกินมา 1 ตัว จะมีอาการของโรคอัลไซเมอร์เมื่อมีอายุ 40 ปี (Nistor , et al., 2007 ; Lottand Head, 2005) นอกจากนั้น ยังพบว่า APOEƐ4 ซึ่งเป็นปัจจัยความเสี่ยงทางพันธุกรรมสำหรับโรคอัลไซเมอร์ นำไปสู่การมีอะมีลอยด์เบตาเพิ่มขึ้นในสมอง ก่อนอาการของโรคอัลไซเมอร์จะเกิดขึ้น ยังมีประจักษพยานเพิ่มเติมจากการพบว่า หนู่ที่ตัดต่อยีนส์ที่แสดงพันธุ์กลายของคนที่มียีน amyloid precursor protein (APP) จะพัฒนาสารอุดตันชื่อ fibrillar amyloid และพยาธิสภาพของสมองที่คล้ายโรคอัลไซเมอร์ พร้อมๆกับการสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้ (Hsiao, et al., 2009) ในปี ค.ศ. 2009 สมมุติฐานนี้ได้รับการปรับปรุงโดยมีการเสนอว่ามีสารที่ใกล้ดคียงกับโปรตีนของอะมีลอยด์เบตา (โดยไม่จำเป็น ต้องเป็นอะมีลอยด์เบตา) อาจไปเพิ่มความรุนแรงอย่างใหญ่หลวงของโรคอัลไซเมอร์ โดยกลไกที่เกี่ยวข้องกับอะมีลอยด์เบตา ที่ไปตัดเส้นประสาทในสมอง ในระยะที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในตอนต้นของชีวิต หรืออาจถูกกระทำโดยกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับชราภาพในบั้นปลายของชีวิต ทำให้เซลล์ประสาทของคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์เหี่ยวแห้งไป (Anatoly, et al., 2009)

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

น้ำมันมะพร้าวป้องกัน-รักษา โรคอัลไซเมอร์ ได้อย่างไร

โรคอัลไซเมอร์คืออะไร ?

โรคอัลไซเมอร์ เป็นอาการสมองเสื่อม (dementia) ชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ เกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลง จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ในช่วง 8-10 ปีหลังจากเริ่มมีอาการ และไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีความจำเสื่อมลงอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น และมักเสียชีวิตลงหลังจากเป็นโรคนี้ 8 ปี แต่บางรายก็อยู่ได้ถึง 20 ปี หากได้รับการดูแลรักษาอย่างดี

ผู้ป่าวยโรคอัลไซเมอร์ จะมีการเสียการทำงานของสมองที่ควบคุมความคิด ความจำ และการเรียบเรียงภาษาพูด มีอาการสับสน และไม่สามารถปฏิบัติงานที่เคยทำตามปกติได้ ในระยะแรกๆ จะขี้หลงขี้ลืมเล็กๆน้อยๆ  แต่ต่อมาจะมีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไป เช่น หลงลืมสิ่งของที่ใช้เป็นประจำ นึกคำหรือประโยคที่พูดไม่ออก สับสนเรื่องเวลา และสถานที่ จำบุคคลที่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยไม่ได้ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว และสุดท้ายมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านได้อย่างเหมาะสม ทั้งๆที่เคยใช้เป็นประจำ ไม่สามารถไปสถานที่ที่คุ้นเคย จำเหตุการ์ณและช่วงเวลาได้ไม่แน่นอน จนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติ

 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

ปัจจุบัน วงการแพทย์แผนปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่แน่ชัด ทราบแต่เพียงปัจจัยที่มีแนวโน้มที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่

 

-  อายุ : ปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดคืออายุ คนที่อายุ 80 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนที่มีอายุ 65-69 ปี ถึง 10 เท่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งประชากรมีอายุยาวนานขึ้น จึงทำให้ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มากขึ้นด้วย ปัจจุบัน ในสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 5.5 ล้านคน และคาดว่าจะมีจำนวนสูงขึ้นถึง 10 ล้านคนภายในปี 2040

 

-  กรรมพันธุ์ : ปัจจัยทางพันธุกรรม เป็นสิ่งที่พิสูจน์และมั่นใจไม่ได้ 100% แต่มีรายงานและผลงานวิจัยต่างๆ พบว่า ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์ มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป จากการศึกษาล่าสุด ยังได้พบว่า โรคอัลไซเมอร์เกิดจากการมียีนผิดปกติ ที่มีชื่อว่า Apo Lipoprotein E Epsilon 4 (APOEƐ4) ที่พบมากในประชากรชาวแอฟริกันอินูอิต อเมริกัน-อินเดียน และชาวยุโรปเหนือ อย่างไรก็ตาม โรคทางพันธุกรรมที่เกิดกับชนชาติเหล่านี้ ก็ไม่สามารถอธิบายกรณีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในชนชาติอื่นๆได้

 

-  สภาพทางสุขภาพ : สภาพทางสุขภาพที่เป็นปัจจัยของโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่

1.  โรคอ้วน โดยเฉพาะที่มีไขมันที่พุงมากๆ

2.  โรคเบาหวาน โดยเฉพาะประเภทที่ 2 ที่เกี่ยวกับการดื้อต่ออินซูลิน ผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ถึง 65 %

3.  มีกรดยูริกสูง

4.  ต่อมไทรอยด์พิการ

5.  ระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์บกพร่อง

6.  โรคหัวใจ

 

-  การขาดอาหาร : สภาพการขาดอาหารที่เป็นปัจจัยของโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่

1.  การขาดไขมันโอเมกา 3

2.  การมีระดับโฮโมซีสเตอีนสูง เพราะการขาดวิตามิน B6 , B12 และโฟเลต

3.  การขาดวิตามินเค

 

-  สารพิษในสิ่งแวดล้อม : สภาพสิ่งแวดล้อมมีสารพิษที่เป็นปัจจัยของโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่

1.  มีธาตุอลูมิเนียมในระดับที่เป็นพิษ

2.  มีธาตุปรอทในระดับที่เป็นพิษ

 

ที่มา : น้ำมันมะพร้าวป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างไร หน้า 5-7

www.coconut-virgin.com

 

บทบาทน้ำมันมะพร้าวต่อความอ้วน

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความอ้วน

khjuk

 

การแบ่งประเภทและมาตรฐานของน้ำหนักผู้ใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

ผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ ดังเช่นชาวเกาะทะเลใต้ ที่อยู่ในตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก มีรูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วน แต่ก็ไม่ผอม ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าว ช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าน้ำมันอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ช่วยกระตุ้นเมตาบอลิสซึม : น้ำมันมะพร้าว มี MCT (medium-chain triglycerides) ซึ่งทำให้โมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวมีขนาดเล็กกว่าโมเลกุลของน้ำมันอื่นๆ ซึ่งมี LCT (long-chain triglycerides) เพราะฉะนั้น มันจึงถูกย่อยได้เร็วมาก เร็วจนกระทั่งร่างกายของเรา ใช้มันเป็นแหล่งของพลังงานทันที มากกว่าที่จะนำไปสะสมเป็นอาหารสำรองในรูปของไขมันที่ไปสะสมตามส่วนต่างๆของ ร่างกาย MCT จะถูกใช้ไปเพื่อสร้างพลังงาน คล้ายกับคาร์โบไฮเดรต ดังนั้น มันจึงไม่เคลื่อนย้ายในกระแสเลือดคล้ายไขมันอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงไม่มีส่วนในการจัดหาไขมันให้แก่เซลล์ไขมัน หรือไปเพิ่มน้ำหนักตัวให้แก่ร่างกายของผู้บริโภค ปริมาณแคลอรีที่เราบริโภคเข้าไปในรูปของอาหารจึงถูกเผาผลาญในอัตราสูงขึ้น การกระตุ้นเมตาบอลิสซึมนี้ เกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหารที่มี MCT เป็นส่วนประกอบ ผลลัพธ์ก็คือ คุณได้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และการเผาผลาญแคลอรีในอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ทำให้เกิดความร้อนสูง (thermogenesis) : การเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมนี้ ยังนำไปสู่การเกิดความร้อนสูง นั่นคือมีการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายอีกด้วย เมื่อคนที่เป็นโรคที่ทำให้มีระบบการทำงานของต่อมธัยรอยด์ต่ำ (hypothyroidism) บริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป อุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 2 องศาเซลเซียส และจะยังคงสูงอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันมะพร้าวที่บริโภคเข้าไป ดังนั้น คนอ้วนเพราะต่อมธัยรอยด์ทำงานในระดับต่ำ จึงสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานดีขึ้น เพื่อช่วยลดน้ำหนักได้

ช่วยชะลอความหิว : น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยลดปริมาณรวมของการบริโภคอาหารและแคลอรี คุณจะรับประทานอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงไม่รับประทานมากขึ้นในมื้อถัดไป

 

ดเด่

 

ที่มา: หนังสือ “น้ำมันมะพร้าวลดความอ้วน” โดย ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา หน้า 15 – 18

น้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจ

น้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจ

khjuk

 

www.coconut-virgin.com

สมมุติฐานน้ำมันมะพร้าวกับโรคหัวใจ

“น้ำมันอิ่มตัวทุกชนิด เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ” เป็นบทสรุปสำหรับอาหารที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ คำพูดดังกล่าว จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทั้ง 4 ประการดังนี้

1. น้ำมันอิ่มตัวทุกชนิด มีคลอเรสเตอรอลสูง
2. เมื่อบริโภคน้ำมันอิ่มตัวแล้ว มีคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดสูง
3. คลอเรสเตอรอลที่สูงในกระแสเลือดนั้น นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
4. ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ

ประจักษ์พยานและผลการศึกษาในเรื่องเหล่านี้ สรุปได้ว่าไม่มีความสัมพันธ์กันใน 3 ประเด็นแรกดังที่จะได้อธิบายดังต่อไปนี้

น้ำมันอิ่มตัวทุกชนิด มีคลอเรสเตอรอลสูง

การกล่าวหาว่าน้ำมันอิ่มตัว อันได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ และน้ำมันเขตร้อน (tropical oils) อาทิเช่น น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์มเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะน้ำมันดังกล่าว เป็นสาเหตุให้มีคลอเรสเตอรอลใน กระแสเลือดสูง ทำให้น้ำมันมะพร้าว ถูกกล่าวหาว่ามีคลอเรสเตอรอลสูงไปด้วย แต่ผลจากการวิเคราะห์ ปรากฎว่าน้ำมันมะพร้าวมีคลอเรสเตอรอลต่ำที่สุดในบรรดาน้ำมันที่ใช้บริโภค ทั้งหลาย กล่าวคือ มีเพียง 14 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งถือว่าน้อยมากจนกล่าวได้ว่าน้ำมันมะพร้าวไม่มีคลอเรสเตอรอล
การกล่าวหาอย่างรวมๆว่า น้ำมันอิ่มตัวทุกชนิดมีคลอเลสเตอรอลสูงนั้นไม่เป็นความจริง เพราะน้ำมันอิ่มตัวนั้น มีทั้งที่โมเลกุลขนาดยาว (C 14-24) อันได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู น้ำมันเนื้อ ซึ่งมีคลอเรสเตอรอลสูงกว่า 3,000 ส่วนในล้านส่วน และที่มีโมเลกุลขนาดปานกลาง (C 6-12) อันได้แก่ น้ำมันจากพืชยืนต้นเขตร้อน เช่น น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม แม้ว่าน้ำมันจากสัตว์ จะมีคลอเรสเตอรอลสูง แต่น้ำมันจากพืชยืนต้นเขตร้อนไม่มีคลอเรสเตอรอล

เมื่อบริโภคน้ำมันอิ่มตัวแล้ว มีคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดสูง

คำกล่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการศึกษาของนักวิจัยชาวนิวซีแลนด์ ชื่อ Prior (1981) ซึ่งได้ศึกษาประชากรในเกาะมหาสมุทรแปซิฟิก 2 เกาะ คือเกาะ Pukapuka และ Tokelau ซึ่งเป็นเกาะที่ห่างไกลความเจริญ และบริโภคมะพร้าวเป็นอาหารหลัก โดยรับประทานในรูปแบบต่างๆ ทั้งในรูปของอาหารหลักและของว่าง โดยชาว Pukapaka ได้รับไขมันเป็นพลังงานในอัตรา 30-40% ของความต้องการแคลอรีประจำวัน มีระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด 170 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และ176 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง ส่วนชาวเกาะ Tokelau ซึ่งบริโภคไขมันเป็นพลังงานในอัตราสูงถึง 56% ของความต้องการแคลอรีประจำวัน ก็มีระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด 208 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และ216 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง จะเห็นได้ว่า ระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดของประชาการในเกาะทั้งสองไม่ได้สูงไปกว่าเกณฑ์ เฉลี่ยของระดับคอเรสเตอรรอลในคนปรกติแต่อย่างใด
นอกจากนั้น ยังไม่มีงานวิจัยใดๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงหลักฐานที่ว่า น้ำมันมะพร้าวที่ไม่ได้ถูกเติมไฮโดรเจน ไปเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลในกระแสเลือด เหตุผลที่น้ำมันมะพร้าว ไม่ได้มีผลร้ายต่อคลอเรสเตอรอล ก็คือ น้ำมันมะพร้าวประกอบไปด้วยกรดไขมันขนาดกลาง (MCFA) ซึ่งต่างจากกรดไขมันที่พบในอาหารอื่นๆ โดยเฉพาะที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว กรดไขมัน MCFA (Medium Chain Fatty Acid) จะถูกเผาผลาญเกือบทันที เพื่อสร้างพลังงานสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต โดยไม่ส่งผลต่อการเพิ่มระดับคลอเรสเตอรอลแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้วน้ำมันมะพร้าวยังช่วยลดการเพิ่มขึ้นของคอเรสเตอรอลที่เกิดจาก การบริโภคไขมันสัตว์อีกด้วย ดังจะเห็นได้จากผลงานวิจัยที่ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ให้นักเรียนแพทย์ 10 คน รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันสัตว์ และน้ำมันมะพร้าวในระดับต่างๆกัน สำหรับไขมันจากสัตว์นั้น เป็นที่รู้กันว่าจะเพิ่มคลอเรสเตอรอล การทดลองนี้ ให้อาหารคิดเป็นแคลอรีทั้งหมดที่ได้มาจากไขมันในอาหาร ตั้งแต่ 20, 30 และ 40% โดยการผสมที่ต่างกันของน้ำมันมะพร้าวและไขมันสัตว์ ในอัตราส่วน 1:1, 1:2 และ 1:3 ผลปรากฏว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในระดับคลอเรสเตอรอล จะมีก็แต่ตอนที่อัตราส่วนนั้นถูกกลับให้บริโภคไขมันสัตว์มากกว่าน้ำมัน มะพร้าว และให้แคลอรีคงอยู่ที่ 40% จึงจะพบว่าระดับคลอเรสเตอรอลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น

คลอเรสเตอรอลที่สูงในกระแสเลือดนั้น นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

แม้ว่าในกระแสเลือดจะมีคลอเรสเต อรอลสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสาเหตุนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งแต่ อย่างใด ที่จริงร่างกายของคนเรา ใช้คลอเรสเตอรอลไปในการซ่อมแซม และรักษาบาดแผลที่ผนังหลอดเลือด และตรงกันข้ามกับที่หลายคนเชื่อ ส่วนประกอบหลักที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงนั้นไม่ใช่คลอเรสเตอร อล แต่เป็นโปรตีนต่างหาก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเนื้อเยื่อของแผล หลอดเลือดแดงที่แข็งตัวนั้นมีคลอดเรสเตอรอลอยู่น้อยมาก การที่หลอดเลือดแดงแข็งตัวนั้น เบื้องต้นเกิดจากผลของการเกิดบาดแผลในหลอดเลือด ซึ่งเกิดมาจากาเหตุหลายประการ เช่น สารพิษ อนุมูลอิสระ เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย ถ้าต้นเหตุของอาการไม่ได้ถูกแก้ไข และตราบใดที่ยังมีการระคายเคือง และการอักเสบของบาดแผลยังคงอยู่ ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายที่ใหญ่โตขึ้น และจะพัฒนาเป็นแผ่นหนาขึ้น

 

 

เกณฑ์ในการพิจารณา

1. สัดส่วนของ คลอเรสเตอรอลรวม / HDL ควรมีค่าน้อยกว่า 4.6

2. สัดส่วนของ LDL/HDL ควรมีค่าน้อยกว่า 3

ท่านใดที่มีคลอเรสเตอรอลรวมเยอะ อาจจะรู้สึกตกใจ แต่ถ้าในบรรดาคลอเรสเตอรอลที่เพิ่มขึ้นเป็น HDL แสดงว่าท่านมีสุขภาพที่ดีขึ้นแน่นอน

ปกติ เลือดของเรามีองค์ประกอบอย่างหนึ่ง เรียกว่าเกล็ดเลือด (platelet) ที่ทำหน้าที่สมานแผลหากเกิดบาดแผลขึ้น ดังเช่น เมื่อเราถูกมีดบาด เกล็ดเลือดจะไปรวมตัวกันที่ผิวบาดแผล และเมื่อรวมตัวกับองค์ประกอบอื่นๆ ในเลือดจะเกิดเป็นลิ่มเลือด ซึ่งรวมตัวกันเป็นก้อน ทำให้เลือดหยุดไหล

 

pic_heart_attack

หากผนังหลอดเลือดเกิดบาดแผล เกล็ดเลือดจะมาเกาะเพื่อกระตุ้นการสร้างลิ่มเลือด และต่อมาจะกระตุ้นการเติบโตของเซลล์เนื้อเยื่อหลายชนิด เช่นเซลล์พังผืด (fibroblast) ภายในผนังหลอดเลือด การผสมกันอย่างสลับซับซ้อนของเยื่อที่เกิดแผล เกล็ดเลือด เซลล์พังผืด แคลเซียม คลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ จะรวมเข้าด้วยกันในการรักษาบาดแผล จึงเกิดการพองตัวของผนังหลอดเลือด แคลเซียมที่ฝังตัวอยู่ในผนังหลอดเลือดที่พองตัวขึ้นนี้เอง ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว

ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ

ตรงกันข้ามกับความเชื่อทั่วไป แผ่นเลือดที่พองตัวขึ้นนั้น ไม่ได้แค่ติดอยู่ตามหลอดเลือดเหมือนกับตะกรันในท่อน้ำ แต่มันเติบโตภายในหลอดเลือด และกลายเป็นส่วนเดียวกันกับผนังหลอดเลือด ซึ่งล้อมไปด้วยชั้นของเนื้อเยื่อยืดหยุ่น (elastic tissue) และกล้ามเนื้อเรียบ ที่เป็นวงแข็งแรงที่ป้องกันผนังหลอดเลือดไม่ให้แผ่ขยายออกไปด้านนอก เมื่อผนังหลอดเลือดโตขึ้น และไม่สามารถขยายออกไปด้านนอกได้ง่าย มันก็จะดันเข้าไปข้างใน จนกระทั่งทำให้หลอดเลือดตีบและตันในที่สุด เมื่อขบวนการนี้ เกิดในเส้นเลือดเข้าสู่หัวใจ หัวใจก็จะขาดเลือดและเกิดภาวะหัวใจวาย แต่ถ้ามันเกิดขึ้นในหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองก็จะทำให้เกิดการอุดตันของ เส้นเลือดเข้าสู่สมอง ทำให้เป็นอัมพาตหรืออัมพฤกษ์

 

ดเด่

 

 

ที่มา:หนังสือ “น้ำมันมะพร้าวป้องกันโรคหัวใจได้อย่างไร” โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา หน้า 4 – 8

มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว

มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว

khjuk

คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีสังเคราะห์ใดๆเจือปน โดยเฉพาะสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งมักจะมีเจือปนอยู่ในน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวในสภาพที่สกัดได้ตามธรรมชาติทันที โดยไม่ต้องทำให้บริสุทธิ์ ฟอกสี และกำจัดกลิ่น ดังเช่นน้ำมันพืชอื่นๆ จึงปลอดภัยจากอันตรายของสารเคมี น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติที่ดีเด่นที่ไม่มีในน้ำมันพืชอื่นใดในโลก ดังต่อไปนี้

เป็นกรดไขมันอิ่มตัว

น้ำมันมะพร้าว ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ประมาณ 92% ธาตุคาร์บอน (C) จับกันด้วยพันธะ (bond) เดี่ยว ไม่เปิดโอกาสให้ไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (O2) แทรก ดังนั้น น้ำมันมะพร้าว “อิ่มตัว” ส่วนที่เหลือ (8%) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ที่ C บางตัว จับกันด้วยพันธะคู่ เปิดโอกาสให้ H2 และ O2 แทรกจึง “ไม่อิ่มตัว” ดูสูตรโครงสร้างของน้ำมัน ได้ดังภาพ

โครงสร้างน้ำมันมะพร้าว

สูตรโครงสร้างของน้ำมันอิ่มตัว (บน) เปรียบเทียบกับน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (กลาง) และน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (ล่าง)

การเติมออกซิเจน (Oxidation) เป็นการะบวนการที่เกิดขึ้นตลอกเวลา ก่อให้เกิดความเสื่อมของโมเลกุล กล่าวคือ เกอดอนุมูลอิสระขึ้นมาจากผลของการเติมออกซิเจน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า “อนุมูลอิสระ” เป็นตัวการของการเกิดโรคแห่งความเสื่อมมากมาย

การเติมไฮโดรเจน (Hydrogenation) เกิดจากการนำน้ำมันไม่อิ่มตัวไปถูกกับอุณหภูมิสูง เช่น ในการทอดอาหารในน้ำมันท่วม จึงเกิดเป็นสารตัวใหม่ชื่อว่า “ไขมันทรานส์ (Trans fats)” ซึ่งเป็นโมเลกุลที่เปลี่ยนรูปร่างไป และเกิดผลเสียต่อเซลล์ เช่น ทำให้เยื่อบุเซลล์บุบสลาย ทำให้เชื้อโรคหรือสารพิษเข้าไปในเซลล์ได้ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลง DNA ของเซลล์ นอกจากนั้น ยังเกิดจากการนำน้ำมันไม่อิ่มตัวไปเติมไฮโดรเจนเพียงบางส่วนในทางอุตสาหกรรม โดยต้องใช้ความดันและสารแคตาลิสต์เข้าช่วย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวเปลี่ยนเป็นน้ำมันอิ่มตัว เพื่อจะได้ไม่เกิดการหืน (เพราะถูกเติมออกซิเจน) และทำให้น้ำมันอยู่ในรูปที่แข็งตัว ทำให้จับต้องผลิตภัณฑ์อาหารได้สะดวกไม่เหนียวเหนอะหนะ

เป็นกรดไขมันขนาดกลาง

น้ำมันมะพร้าวมีองค์ประกอบส่วยใหญ่ (62.5%) เป็นกรดไขมันขนาดกลาง (Medium-Chain Fatty Acids – MCFAs) ร่างกายตอบสนองไขมันขนาดต่างๆแตกต่างกัน ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติพิเศษในด้านการแพทย์และโชนาการ การเป็นกรดไขมันขนาดกลางมีข้อได้เปรียบ คือ

เปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็วน้ำมัน มะพร้าวถูกดูดซึมและเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วเมื่อบริโภคเข้าไป จะผ่านกระเพาะไปยังลำไส้ เข้าไปในกระแสเลือด แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็ว (ภายในหนึ่งชั่วโมง) ทำให้ไม่เกอดเป็นไขมันสะสมในร่างกาย

เพิ่มอัตราเมตาบอลิสซึม น้ำมันมะพร้าวช่วยเร่งอัตราเมตาบอลิสซึม (Metabolism) จากการเพิ่มประสิทธิภาพของต่อมธัยรอยด์ ผลของความร้อนที่เกิดขึ้น (Thermogenic Effect) เกิดขึ้นเป็นเวลานาน (กว่า 24 ชม.) จึงได้พลังงานมากขึ้นและมีอัตราเผาผลาญที่เร็วขึ้น นอกจากตัวมันเองจะถูกเผาผลาญในอัตราที่เร็วแล้ว ยังช่วยเผาผลาญอาหารที่รับประทานเข้าไปพร้อมกัน ทำให้ไม่ไปสะสมเป็นไขมัน อีกทั้งยังไปเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้แต่เดิม ทำให้ร่างกายผอมลง

มีสารฆ่าเชื้อโรค

น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (Lauric Acid; C=12) อยู่สูง (48-53%) เมื่อบริโภคเข้าไปในร่างกาย จะเปลี่ยนเป็นโมโนกลีเซอไรด์ ชื่อโมโนลอรินที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค Enig (1999) ได้รายงานว่าน้ำมันมะพร้าวสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รา ยีสต์ โปรโตซัว และแม้กระทั่งเชื้อไวรัส ผลงานวิจัยของ Dayrit (2000) พบว่า กรดลอริกและโมโนลอรินสามารถช่วยลดปริมาณของเชื้อไวรัส (HIV) ในคนไข้โรคเอดส์ได้ อย่างไรก็ตาม โมโนลอรินก็ไม่สามารถฆ่าจุลินทรีย์ได้ทุกชนิด จะฆ่าได้ก็เฉพาะเชื้อโรคที่มีเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นไขมัน เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่ โรคเริม คางทูม โรคซาร์ และโรคเอดส์ การที่โมโนลอรินไม่ฆ่าจุลินทรีย์ทุกชนิดก็เป็นข้อดี เพราะแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในกระเพาะจะไม่ถูกทำลาย

นอกจากกรดลอริกแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดไขมันขนาดกลางอีก 2 ตัว คือ กรดคาปริก (Capric Acid; C-10, 7%) และกรดคาปริลลิก (Capryllic Acid; C-8, 8%) ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เช่นกัน และต่างก็ช่วยเสริมกรดลอริกในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเหล่านี้ก่อให้เกิดโรคแก่ร่างกาย หรือฆ่าเชื้อโรคเหล่านี้เมื่อปรากฏตัวขึ้น

มีสารแอนตีออกซิแดนต์

น้ำมันมะพร้าวมีสารแอนตีออกซิแดนต์ (Antioxidant) หลายประเภททีมีประสิทธิภาพสูงและในปริมาณมาก สารเหล่านี้ทำหน้าที่ต่อต้านการเติมออกซิเจน (Oxidation) ที่เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่เปลี่ยนสภาพ เพราะสูญเสียอิเล็คตรอนในวงแหวนรอบนอก กลายเป็น “โมเลกุลเกเร” เที่ยวไปโจมตีโมเลกุลอื่นๆ โดยไปดึงอีเล็คตรอนจากโมเลกุลที่อยู่ใกล้เคียงตัวหนึ่ง และโมเลกุลนี้ก็ไปดึงอิเล็คตรอนจากโมเลกุลข้างเคียงอื่นๆต่อไป เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้เซลล์ผิดปกติ เช่น เยื่อบุเซลล์ฉีกขาด ผิวหนังเหี่ยวย่น เปลี่ยนสารพันธุกรรมในนิวเคลียส ทำให้เกิดการกลายพันธุ์อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม ของร่างกายไม่ต่ำกว่า 60 โรค โดยเฉพาะโรคหัวใจ มะเร็ง ไขข้ออักเสบ เบาหวาน ภูมิแพ้ และชราภาพ

อนุมูลอิสระเกิดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม และในอาหาร เครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ ความเครียด ฯลฯ และโดยเฉพาะในน้ำมันไม่อิ่มตัว ซึ่งจะถูกเติมออกซิเจน (Oxidized) ได้โดยง่ายเพราะมีพันธะคู่ (Double Bond) ในโมเลกุลตั้งแต่เริ่มสกัด ตลอดจนระหว่างทางก่อนถูกนำไปบริโภค จึงเกิดเป็นอนุมูลอิสระได้ง่าย อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นนี้ไปลดสารแอนตีออกซิแดนต์ที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีทีทำให้เกิดผลเสียแก่เซลล์และเนื้อเยื่อ

 

ดเด่

ที่มา: หนังสือ “มหัศจรรย์น้ำมันมะพร้าว” โดย ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา หน้า 6 – 10 

บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความอ้วน

ผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ ดังเช่นชาวเกาะทะเลใต้ ที่อยู่ในตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก มีรูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วน แต่ก็ไม่ผอม ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าว ช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าน้ำมันอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ช่วยกระตุ้นเมตาบอลิสซึม: น้ำมันมะพร้าวมี MCT (medium-chain triglycerides) ซึ่งทำให้โมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวมีขนาดเล็กกว่าโมเลกุลของน้ำมันอื่นๆ ซึ่งมีLCT (long-chain triglycerides) เพราะฉะนั้น มันจึงถูกย่อยได้เร็วมาก เร็วจนกระทั่งร่างกายของเรา ใช้มันเป็นแหล่งของพลังงานทันที มากกว่าที่จะนำไปสะสมเป็นอาหารสำรองในรูปของไขมันที่ไปสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย MCT จะถูกใช้ไปเพื่อสร้างพลังงาน คล้ายกับคาร์โบไฮเดรต ดังนั้น มันจึงไม่เคลื่อนย้ายในกระแสเลือดคล้ายไขมันอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงไม่มีส่วนในการจัดหาไขมันให้แก่เซลล์ไขมัน หรือไปเพิ่มน้ำหนักตัวให้แก่ร่างกายของผู้บริโภคปริมาณแคลอรีที่เราบริโภคเข้าไปในรูปของอาหารจึงถูกเผาผลาญในอัตราสูงขึ้น การกระตุ้นเมตาบอลิสซึมนี้ เกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหารที่มี MCT เป็นส่วนประกอบ ผลลัพธ์ก็คือ คุณได้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และการเผาผลาญแคลอรีในอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง

ทำให้เกิดความร้อนสูง (thermogenesis) : การเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมนี้ ยังนำไปสู่การเกิดความร้อนสูง นั่นคือมีการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายอีกด้วย เมื่อคนที่เป็นโรคที่ทำให้มีระบบการทำงานของต่อมธัยรอยด์ต่ำ (hypothyroidism) บริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป อุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 2 องศาเซลเซียส และจะยังคงสูงอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันมะพร้าวที่บริโภคเข้าไป ดังนั้น คนอ้วนเพราะต่อมธัยรอยด์ทำงานในระดับต่ำ จึงสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานดีขึ้น เพื่อช่วยลดน้ำหนักได้

ช่วยชะลอความหิว : น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยลดปริมาณรวมของการบริโภคอาหารและแคลอรี คุณจะรับประทานอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงไม่รับประทานมากขึ้นในมื้อถัดไป

 

www.coconut-virgin.com

 

Next Page »