บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความอ้วน
March 7, 2010 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว, บทความเกี่ยวกับความงาม, บทความเกี่ยวกับสุขภาพ
ผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ ดังเช่นชาวเกาะทะเลใต้ ที่อยู่ในตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก มีรูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วน แต่ก็ไม่ผอม ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าว ช่วยลดความอ้วนได้ดีกว่าน้ำมันอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ช่วยกระตุ้นเมตาบอลิสซึม: น้ำมันมะพร้าวมี MCT (medium-chain triglycerides) ซึ่งทำให้โมเลกุลของน้ำมันมะพร้าวมีขนาดเล็กกว่าโมเลกุลของน้ำมันอื่นๆ ซึ่งมีLCT (long-chain triglycerides) เพราะฉะนั้น มันจึงถูกย่อยได้เร็วมาก เร็วจนกระทั่งร่างกายของเรา ใช้มันเป็นแหล่งของพลังงานทันที มากกว่าที่จะนำไปสะสมเป็นอาหารสำรองในรูปของไขมันที่ไปสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย MCT จะถูกใช้ไปเพื่อสร้างพลังงาน คล้ายกับคาร์โบไฮเดรต ดังนั้น มันจึงไม่เคลื่อนย้ายในกระแสเลือดคล้ายไขมันอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ น้ำมันมะพร้าวจึงไม่มีส่วนในการจัดหาไขมันให้แก่เซลล์ไขมัน หรือไปเพิ่มน้ำหนักตัวให้แก่ร่างกายของผู้บริโภคปริมาณแคลอรีที่เราบริโภคเข้าไปในรูปของอาหารจึงถูกเผาผลาญในอัตราสูงขึ้น การกระตุ้นเมตาบอลิสซึมนี้ เกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหารที่มี MCT เป็นส่วนประกอบ ผลลัพธ์ก็คือ คุณได้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และการเผาผลาญแคลอรีในอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็นเวลาหลายชั่วโมง
ทำให้เกิดความร้อนสูง (thermogenesis) : การเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึมนี้ ยังนำไปสู่การเกิดความร้อนสูง นั่นคือมีการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกายอีกด้วย เมื่อคนที่เป็นโรคที่ทำให้มีระบบการทำงานของต่อมธัยรอยด์ต่ำ (hypothyroidism) บริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป อุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 2 องศาเซลเซียส และจะยังคงสูงอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันมะพร้าวที่บริโภคเข้าไป ดังนั้น คนอ้วนเพราะต่อมธัยรอยด์ทำงานในระดับต่ำ จึงสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวกระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานดีขึ้น เพื่อช่วยลดน้ำหนักได้
ช่วยชะลอความหิว : น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยลดปริมาณรวมของการบริโภคอาหารและแคลอรี คุณจะรับประทานอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงไม่รับประทานมากขึ้นในมื้อถัดไป
www.coconut-virgin.com
การป้องกันและการบำบัดรักษาโรคโดยใช้ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
March 7, 2010 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว, บทความเกี่ยวกับสุขภาพ, ผลวิจัย น้ำมันมะพร้าว
การวิจัยและการเฝ้าสังเกตทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่า กรดไขมันชนิด medium-chain ที่เราสามารถพบเห็นได้ในน้ำมันมะพร้าวนั้น อาจจะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้มากมายหลายประเภท น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยคุณได้ดังนี้
-ป้องกันโรคหัวใจ ความดันเลือดสูง การสะสมของไขมันบนผนังของหลอดเลือดแดง ภาวะหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือหลอดเลือดในสมองแตก
-ช่วยลดน้ำหนักที่เป็นส่วนเกินของร่างกาย
-ป้องกันโรคเบาหวาน และช่วยลดอาการ หรือความเสี่ยงในการเป็นเบาหวาน
-ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
-ป้องกันโรคเนื้อเยื่อและโครงสร้างรอบๆฟัน และปัญหาฟันผุ
-ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายอันเนื่องมาจากขาดแคลเซียมและแร่อื่นๆ
-ลดอาการของภาวะตับอ่อนอักเสบ
-ลดความรุนแรงของภาวะลำไส้ไม่ดูดซึมอาหาร การเกิดเนื้อเยื่อเส้นใยที่ถุงน้ำดี
-บรรเทาอาการของโรคที่เกี่ยวกับถุงน้ำดี
-ลดการอักเสบเรื้อรัง
-ฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคความผิดปกติเกี่ยวกับเม็ดเลือดขาว ไข้หวัดใหญ่ โรคตับอักเสบซี โรคหัด โรคเริม และการเจ็บป่วยอื่นๆ
-ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบ อาการปวดในหู การติดเชื้อที่ลำคอ ฟันผุ อาหารเป็นพิษ การติดเชื้อบริเวณท่อปัสสาวะ
-ฆ่าเชื้อราและยีสต์ที่ก่อให้เกิดโรค Candida โรคกลาก โรคเชื้อราตามง่ามเท้า และโรคติดเชื้ออื่นๆ
-ป้องกันปัญหาแก่ก่อนวัย และโรคที่เกี่ยวกับการเสื่อมสภาพต่างๆ
-บรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง
-ป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง
-ลดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อนกวาง โรคที่ผิวหนังมีอาการอักเสบ เปื่อย และพุพอง ซึ่งเรียกว่า Eczema รวมไปถึงโรคการอักเสบที่ผิวหนังซึ่งเรียกว่า Dermatitis
-ลดปัญหาผิวหนังแห้งแตก และลอกเป็นสะเก็ด
-ป้องกันผลกระทบร้ายแรงซึ่งเกิดจากรังสี UV ของดวงอาทิตย์ เช่น รอยเหี่ยวย่น ผิวเปราะบาง และจุดด่างดำที่บ่งบอกถึงอายุ
-ควบคุมรังแค
www.coconut-virgin.com
ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) ทำงานอย่างไร ?
March 3, 2010 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว, บทความเกี่ยวกับความงาม, บทความเกี่ยวกับสุขภาพ
ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน สำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปาก ไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู
ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ แบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคส่วนใหญ่เป็นสัตว์เซลล์เดียว เซลล์เหล่านี้ปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์ ( เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปาก เนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปาก แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟันจะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป 20นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ คุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมันเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกัน สิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน ( water based)จะถูกดูดออกด้วยน้ำลาย น้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไป จึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟูการอักเสบทั้งหลายหมดไป กระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซม การมีสุขภาพดี จึงกลับมาในที่สุด
www.coconut-virgin.com
ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) คืออะไร ?
March 3, 2010 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว, บทความเกี่ยวกับความงาม, บทความเกี่ยวกับสุขภาพ
ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีการบำบัดของชาวอินเดียโดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D.,ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี2534-2535การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่งDr.Karachได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใครด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมันผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจเต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้นต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด
Dr. Bruce Fife N.D.นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracleเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าว จึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr.Fifeถึงกับออกปากว่า ออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือก ที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr. Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้ เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karachอย่างจริงจังรวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆชิ้น ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fifeเขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapyมีใจความบางตอนดังนี้
ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสม มีความร้อน ความชื้น และอุณหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทาน กล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลก แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก บางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้น การแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม
โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆ โรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆล้วนเริ่มต้นที่ปาก เนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกาย การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นใน ปากและลำไส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตราย บางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือด แม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตราย ก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้ หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อ จะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิด ตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ
สุขภาพฟัน-กุญแจสำคัญสู่ความเข้าใจในโรคหัวใจ
March 3, 2010 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว, บทความเกี่ยวกับความงาม, บทความเกี่ยวกับสุขภาพ
เกษตรกรที่เฉลียวฉลาดคนหนึ่งเมื่อซื้อมาจะตรวจดูปากของม้าเสมอ เขารู้ว่าสุขภาพของปากของสัตว์สะท้อนให้เห็นสุขภาพของร่างกายทุกส่วน ในความคิดของเขาไม่มีเกษตรกรคนไหนจะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อสัตว์ที่มีฟันไม่ครบหรือมีอาการเจ็บเหงือก ปัญหาเกี่ยวกับฟันเป็นสัญญาณบอกให้รู้ถึงสุขภาพอื่นๆด้วยเช่นเดียวกับมนุษย์ ข้อเท็จจริงนี้ได้รับการยอมรับมานานแล้ว และเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฏีการติดเชื้ออันเก่าแก่ในด้านทันตกรรมตามทฤษฏีนี้เชื้อโรคในช่องปากสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพของร่างกายทั้งหมด ตามหลักการของทฤษฏีนี้ ในสมัยก่อนทันตแพทย์จะถอนฟันที่มีปัญหาทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพ่รกระจายของเชื้อโรคไปสู่ส่วนอื่นๆของร่างกาย กลางศตวรรษที่ 20วิทยาการทางด้านทันตกรรมมีการพัฒนาขึ้น ฟันได้รับการซ่อมแซมโดยไม่ต้องถูกถอนออก และทฤษฏีติดเชื้อได้ถูกลืมเลือนไป อย่างไรก็ตามการซ่อมแซมฟันไม่ได้ยุติ ความเกี่ยวพันกันระหว่างสุขภาพฟันกับสุขภาพร่างกาย ผู้คนสามารถมีฟันที่สวยงาม แต่ก็ยังคงมีปัญหาโรคเกี่ยวกับฟันเกิดขึ้นซ้ำๆเช่นเดียวกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ทฤษฏีการติดเชื้อได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง สุขภาพในช่องปากที่ไม่ดีถูกนำมาเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ มากมาย รวมไปถึงโรคเบาหวานและโรคแผลพุพอง แต่ความสัมพันธ์ที่น่าสนใจที่สุดคือ โรคที่มีผลต่อหัวใจและหลอกเลือด เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก และภาวการณ์สะสมของไขมันบนผนังของหลอดเลือดแดง
จากการวิจัยมากมายพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจมีปัญหาฟันมากกว่าและมีอัตราการเป็นโรคเหงือกที่สูงกว่า ในทางกลับกันผู้ป่วยที่มีสุขภาพฟันไม่ดีนั้นก็จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มาก การวิจัยนี้ได้มีการนำสุขภาพฟัน ของผู้ป่วยมาประเมินผลและตรวจสอบอยู่หลายปี เพื่อจะสรุปว่าผู้ที่มีสุขภาพฟันไม่ดีจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มากกว่า ตัวอย่างเช่น ดอกเตอร์โรเบิร์ต เจ เจน โค ได้ทำการศึกษาผู้คนจำนวน 1,372คน ที่มีอายุมากกว่า 10ปี และพบว่า โรคหัวใจมักพบบ่อยในผู้ที่เป็นโรคเหงือกและผลงานวิจัยที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการบริโภคตามหลักโภชนาการที่ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษเล่ม 306หน้า 688-691นั้นระบุว่า คนที่เกิดการอักเสบที่เหงือกเคยมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงถึง 25%ซึ่งอัตราเสี่ยงที่เคยเพิ่มสูงขึ้นดังกล่าวนั้น ก็ยังคงสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน จากการศึกษาค้นคว้าเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีหรือเคยมีการติดเชื้อทางฟันมีอัตราเสี่ยงสูงมากกว่าคนทั่วไปในการเป็นโรคหัวใจ
นักวิจัยบางคนเชื่อว่า แบคทีเรียภายในปากที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับฟันสามารถเข้าไปในกระแสโลหิตได้โดยแทรกซึมเข้าไปตามรอยฉีกขาดเล็กๆที่เหงือก และเมื่อแบคทีเรียเหล่านี้เข้าไปในระบบการไหลเวียนเลือด มันก็จะทำให้เกิดการอักเสบ ก่อให้เกิดลิ่มเลือด และการสะสมของหินปูนในเส้นเลือดแดงใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจได้ในเวลาต่อมาเช่นเดียวกับการสะสมของไขมันบนผนังของหลอดเลือดแดง
ส่วนนักวิจัยบางคนเชื่อว่า แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและโรคเหงือกได้ปรากฏอยู่ตามร่างกายของเราเนื่องจากโภชนาการที่ไม่เหมาะสม และวิถีการดำรงชีวิตที่ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเสื่อมโทรมลง แบคทีเรียเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในร่างกายของเราตลอดเวลา แต่หากร่างกายของเราแข็งแรงและมีสุขภาพดี แบคทีเรียก็จะไม่เพิ่มจำนวนจนเป็นที่มาของปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้อง สำหรับความคิดเห็นนี้ โรคเหงือกไม่ได้นำไปสู่การเป็นโรคหัวใจเสมอไป เพราะแบคทีเรียอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากความบกพร่องของร่างกายในการควบคุมแบคทีเรียให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย
จากบทความข้างต้นนี้ ดูเหมือนว่า หากคุณมีสุขภาพฟันที่ดี มันก็เป็นไปได้ที่คุณจะมีระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดที่ดีเช่นเดียวกัน แต่ Dr. Priceเคยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับคนบนเกาะแปซิฟิกซึ่งไม่เคยแปรงฟัน ไม่เคยใช้ไหมขัดฟัน ไม่เคยใช้น้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อโรค และไม่เคยแม้แต่จะไปพบทันตแพทย์ แต่ทว่าพวกเขากลับมีสุขภาพฟันที่ดี ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่าพวกเขารับประทานอาหารดั้งเดิมของพวกเขา ซึ่งมีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลักอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นสุขภาพฟันที่ดีของคนบนเกาะ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการไม่ปรากฏของโรคหัวใจและโรคอื่นๆตามมาภายหลัง
www.coconut-virgin.com
เคล็ดลับผมสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว
March 3, 2010 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว, บทความเกี่ยวกับความงาม, บทความเกี่ยวกับสุขภาพ
บำรุงผมไม่ให้ร่วง
ป้องการผมหลุดร่วง โดยบำรุงผมให้แข็งแรงถึงรากผมด้วยการใช้ขิงแก่นำมาบดแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางผสมน้ำมันมะพร้าวประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะนำมาคลึงที่หนังศีรษะให้ทั่วเป็นเวลานานประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด การประคบดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นรากผมให้ผมที่งอกขึ้นมามีรากผมที่แข็งแรง และไม่หลุดร่วง
ลดความมันของผม ปกป้องผมจากรังแค
ด้วยการใช้มะนาวหรือมะกรูดผสมกับน้ำมันมะพร้าวประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะนำส่วนผสมดังกล่าวมาชโลมผม ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออกและสระด้วยยาสระผม และครีมบำรุงผมมะกรูด – มีองค์ประกอบของสารไนอาซีน เหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดอินทรีย์อื่นๆ ที่ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้เส้นผมนุ่ม มีน้ำหนัก เงางาม ดกดำ และไม่มีรังแค ช่วยปรับค่าpHของเส้นผมที่มีค่าความเป็นด่างสูง ซึ่งเกิดขึ้นจากการใช้แชมพู อีกทั้งยังช่วยบำรุงผมไม่ให้หงอกก่อนวัย
ฟื้นฟูผมเสียสู่สภาพปกติ
บำรุงผมเสียให้กลับคืนสู่ผมที่มีสุขภาพดีได้ด้วยการนำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือก นำไปปั่นให้ละเอียดผสมน้ำมันมะพร้าว 2-3 ช้อนโต๊ะ แล้วนำมาหมักผมไว้เป็นเวลานาน 30 นาที หรืออาจจะใช้ตะไคร้ ให้นำมาปั่นผสมน้ำมันมะพร้าวแล้วเอาน้ำมาหมักผมที่แตกปลายให้กลับสู่สภาพปกติได้ดี
ผมนุ่มสลวยมีน้ำหนัก
ใช้กล้วยหอมที่สุกค่อนข้างจะงอม นำเอามายีหรือปั่นผสมกับน้ำมันมะพร้าวนำมาใช้หมักผมที่แห้งหมาดๆ แล้วทิ้งไว้เป็นเวลานาน 15-20 นาที เมื่อล้างออกแล้วให้ใช้มะกรูดเผา คั้นเอาน้ำมาชโลมผม นอกจากจะช่วยให้ผมมีน้ำหนัก และสปริงตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ยังช่วยให้ผมมีกลิ่นหอมและไม่แห้งแตกปลายอีกด้วย
กล้วยหอม- มีองค์ประกอบของสารเพคตินที่จะช่วยเคลือบเส้นผม ให้ผมนุ่มมันเงา นุ่มลื่น โดยแร่ธาตุต่างๆ อาทิ ฟอสฟอรัส แคลเซียม ฯลฯ จะช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ป้องกันเส้นผมถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
ทำไมน้ำมันมะพร้าวถึงเป็นน้ำมันที่ดีต่อโรคหัวใจ ?
March 3, 2010 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว, บทความเกี่ยวกับความงาม, บทความเกี่ยวกับสุขภาพ
1. ไม่เพิ่มระดับคอเรสเตอรอลในเลือด
2.ไม่ได้ทำให้เกล็ดเลือดซึ่งมีขนาดครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือดแดงจับตัวกันเป็นลิ่มเลือด
3.ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลทั้งในเลือดและในตับ
4. เพิ่มการสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระ
www.coconut-virgin.com
ปกติที่เราทานอาหาร 3 มื้อ เราก็ทานน้ำมันต่างๆอยู่แล้ว ถ้าเราทานน้ำมันมะพร้าวไปอีกวันละ 3 ช้อนโต๊ะ จะเป็นการทานมากไปหรือเปล่า
March 3, 2010 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว, บทความเกี่ยวกับความงาม, บทความเกี่ยวกับสุขภาพ
น้ำมันที่เรารับประทานอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ปาล์ม ถั่วเหลือง ข้าวโพด ทานตะวัน มะกอก ล้วนเป็นกรดไขมันสายยาว ในขณะที่น้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันสายโซ่ปานกลาง แม้มันจะเป็นไขมันอิ่มตัวก็ตาม มีหลายงานวิจัยที่ได้แนะนำการรับประทานไขมันสายโซ่ปานกลาง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะย่อยสลายกลายเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็วโดยไม่สะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายเหมือนกรดไขมันสายโซ่ยาว สมาคมหัวใจของ usa ได้แนะนำการรับประทานน้ำมันไว้ไม่เกิน 30 % ของแคลอรีรวม วันหนึ่ง เราสามารถรับประทานประมาณ 2500 cal เพราะฉะนั้น 30 % ก็จะได้ 750 แคลอรีต่อวันในจำนวนนี้เป็นกรดไขมันอิ่มตัว 1/3 ก็จะได้ 250 แคลอรีต่อวันซึ่งจะได้น้ำมันมะพร้าวประมาณ 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน ส่วนที่เหลือจะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว หรือที่เรารับประทานทั่วๆไป ในการประกอบอาหาร ทางที่ดีให้หลีกเลี่ยงการรับประทานของมันๆทั้งหลาย เพราะใช้น้ำมันไม่อิ่มตัว แล้วนำมาทอดซ้ำกันอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้น้ำมันกลายสภาพเป็น trans fat ทันที หรือถ้าไม่ทอดซ้ำ ก็ให้รับประทานปริมาณน้อยๆ เนื่องจากเป็นกรดไขมันสาบโซ่ยาว ซึ่งเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะย่อยสลายได้ยาก
นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสติกุล ให้ความเห็นเกี่ยวกับการรับประทานน้ำมันดังนี้
1. รับประทานน้ำมันอิ่มตัว 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันที่รับประทานในแต่ละวัน ประมาณ 250 แคลอรีต่อวันน้ำมันที่แนะนำคือ น้ำมันมะพร้าว
2.รับประทานน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันที่รับประทานในแต่ละวัน ประมาณ 250 แคลอรีต่อวัน น้ำมันที่แนะนำคือ น้ำมันเมล็ดชา และน้ำมันมะกอก
3. รับประทานน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันที่รับประทานในแต่ละวัน ประมาณ 250 แคลอรีต่อวันได้แก่ น้ำมันพืชชนิดอื่นๆ
www.coconut-virgin.com
น้ำมันมะพร้าวมีส่วนประกอบดังนี้
May 8, 2009 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว
น้ำมันมะพร้าวมีส่วนประกอบดังนี้
- กรดไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fatty acid) 87 %
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsatured fatty acid) 6 %
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid) 2 %
- คอเรสเตอรอล ไม่มี
น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันชนิดพิเศษ มีจำนวนอะตอมสั้นและขนาดกลางซึ่ง 2 ใน 3 ส่วนเป็นขนาดกลาง 6-12 ตัว (medium-chain fatty acid) ซึ่งเป็นผลดี เพราะขนาดกรดไขมันชนิดนี้ สามารถถูกดูดซึมผ่านเข้ากระบวนการสันดาปในร่างกายเราได้ โดยไม่ต้องใช้ระบบ Carnitine ขนส่ง ทำให้ลดอันตรายต่อเซลล์ไปได้
กรด ไขมันในมะพร้าวนี้ 50 % เป็นกรดลอริค (Lauric acid) ซึ่งเปลี่ยนเป็น monolaurin ในร่างกาย กรดนี้มีผลในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ รา และไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม เช่น เชื้อไวรัสเอดส์ เริม ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดคาปริค (capric acid) ประมาณ 7 % ซึ่งช่วยต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้เช่นกัน
น้ำมัน มะพร้าวถูกกล่าวว่าเป็นอันตรายเพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาหลายสิบปี ปัจจุบันได้มีงานวิจัยซึ่งมีผลชัดเจนว่าน้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์ในการ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เพราะหลอดเลือดอุดตันซึ่งตรงกันข้ามกับข้อมูลเดิม รายงานวิจัยอีกหลายเรื่องพบว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มระดับของ HDL ซึ่งเป็นคอเรสเตอรอลชนิดดีในเลือดและยังมีผลช่วยแก้ไขให้ตับดีขึ้น มีรายงานวิธีการใช้น้ำมันมะพร้าววันละ 3-4 ช้อนโต๊ะรับประทานเพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกัน
เรา คนไทยมีวิธีการใช้มะพร้าวเป็นอาหารจนลือชื่อในโลก มีการใช้น้ำตาลจากดอกมะพร้าว เราดื่มน้ำและรับประทานเนื้อมะพร้าวอ่อน ใช้เนื้อมะพร้าวแก่เป็นกะทิทำแกงและทำขนม และยังใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคโดยเฉพาะโรคผิวหนัง ใช้บำรุงผิว และเส้นผม เครื่องสำอางชั้นนำในปัจจุบันมีน้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนผสมอยู่เป็นอันมาก พบว่ามีการใช้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร ยาและเครื่องสำอาง และที่สำคัญคือใช้ในการผลิตอาหารเสริมเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว
น้ำมัน มะพร้าวมีประโยชน์ในการใช้ทาผิวและผม พบว่าการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยถนอมผิวพรรณลึกลงไปถึงระดับเนื้อเยื่อ เซลล์ใต้ผิวหนัง ช่วยลดความต้องการวิตามิน E ช่วยต้านการเกิดจุดดำที่เกิดจากแสงแดดและจากการที่มีอายุมากขึ้น น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาแผล ลดการอักเสบและผื่นคันให้หายเร็ว ใช้ล้างหน้าได้ดีเพราะจะช่วยให้ผิวชั้นนอกซึ่งมีผิวหนังที่ตายแล้วหลุดออกไป ทำให้ผิวเนียนนุ่มนวล สำหรับผมแล้วน้ำมันมะพร้าวเปรียบเหมือนครีมปรับสภาพเส้นผมธรรมชาติ ช่วยให้หนังศีรษะสะอาด ป้องกันการเกิดรังแค ให้ผลดีที่สุดหากใช้หมักผมและหนังศีรษะก่อนสระผม สำหรับผู้ต้องการผิวสีน้ำผึ้งและเนียน แต่ถ้าต้องการผิวขาวให้ใช้เมื่ออยู่ในบ้าน และใช้น้ำมันงาทาป้องกันแสงแดดก่อนออกไปตากแดดหรือไปนอกบ้าน
วิธีใช้แก้หูดและเชื้อราที่เท้า
ให้ คั้นน้ำกระเทียมผสมน้ำมันมะพร้าวทาบริเวณที่ต้องการ อาจทำให้เกิดอาการแสบร้อน ควรทดสอบเล็กน้อยก่อน และใช้เฉพาะที่ที่ไม่ระคายเคืองหรือไม่แพ้
บทความโดย รศ. ดร.วีณา เชิดบุญชาติ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
แหล่งข้อมูล http://www.salasamunprai.com/herbs/coconutoil.html
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
April 26, 2009 by admin
Filed under บทความ น้ำมันมะพร้าว
ใน สมัยโบราณได้นำ “น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์” เป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องสำอางหลายชนิดที่คุณผู้หญิงแทบทุกคนใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นครีมกันแดด หรือครีมประทินผิวอีกนานาชนิด นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบในยารักษาโรคบางชนิดด้วย
ปัจจุบัน มีวิธีการสกัดเย็นเพื่อแยกน้ำมันมะพร้าวออกจากน้ำกะทิ ทำให้ได้น้ำมันมะพร้าวที่มีคุณภาพดี มีลักษณะใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมของมะพร้าวตามธรรมชาติ มีกรดไขมันอิสระน้อยกว่า 0.1% และสารบางชนิดที่มีประโยชน์จะยังคงอยู่
ประโยชน์ที่เด่นๆ ของน้ำมันมะพร้าว
* บรรเทาอาการผื่นคันแพ้ หรือผดผื่นคันที่ผิวหนัง
* รักษาอาการผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย
* นวดตัวเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย ปวดข้อต่างๆ
* ใช้ทาบำรุงผิวกายหลังอาบน้ำเพื่อเพิ่มความเนียนนุ่มชุ่มชื่นเต่งตึงให้แก่ ผิว ซึมผ่านผิวหนังอย่างรวดเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่จะคงอยู่ได้นาน ซึ่งจะต่างจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในท้องตลาดที่ส่วนประกอบส่วนใหญ่มักจะเป็น น้ำ เมื่อเริ่มใช้จะรู้สึกชุ่มชื้น แต่เมื่อน้ำระเหยหมดผิวก็กลับมาแห้งเหมือนเดิม
* ใช้ชโลมผิวหลังอาบน้ำ ป้องกันรอยหมองคล้ำ และปกป้องผิวจากแสงแดด เพราะในน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินที่ป้องกันรังสียูวีได้ ถ้าผิวไหม้แดดก็ทาด้วยน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ หลังจากตื่นเช้ามารอยที่ไหม้อยู่ก็จะค่อยๆ จางหายไป
* เป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องสำอางประทินผิวหลายชนิด เพราะสามารถให้ความนุ่ม ชุ่มชื่น มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวอ่อนเยาว์ ชะลอการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น
* ทาหน้าท้องระหว่างตั้งครรภ์ ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ไม่แห้งแตกลายจากการขยายตัวของหน้าท้อง
* ใช้หมักผมก่อนสระอย่างน้อย 15 นาที (ควรใช้ห่างจากโคนผมประมาณ 4 นิ้ว เพราะหนังศีรษะคนเรามักจะมีความมันอยู่แล้ว) ช่วยล้างพิษให้เส้นผม ทำให้ผมนุ่ม ชุ่มชื่น ทำให้รากผมแข็งแรงไม่หงอกก่อนวัย กระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม ปรับสภาพผมที่แห้งเสียให้กลับมามีชีวิตชีวา มีสปริง เป็นเงางาม
หาก เป็นรังแค เชื้อรา หรือต้องการปลูกเส้นผม ใช้น้ำมันนวดพอคลึงให้ทั่วหนังศีรษะขณะผมแห้ง ในเวลาก่อนนอน และสระออกในตอนเช้า หรือเวลาใดแล้วแต่จะสะดวก ให้ทำทุกวัน สำหรับรังแคและเชื้อราจะเห็นผลในเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่การปลูกผมเส้นผมจะเริ่มขึ้นประมาณ 1-3 เดือน โดยจะขึ้นเป็นไรเล็กๆ เส้นบางๆ
สำหรับ ผมเสีย ผมร่วง ใช้น้ำมันชโลมผมตอนแห้งทิ้งไว้ 30 นาที หรือนานกว่านั้น (ไม่มีผลเสีย) แล้วสระออก เมื่อผมแห้งจะรู้สึกว่าผมนุ่มสลวยไม่พันกันและเส้นผมตรงมากขึ้น ผู้ที่ผมเสียมากๆ แห้ง ฟู ก็ทำเช่นเดียวกัน จะเห็นว่าสุขภาพผมดีขึ้นเรื่อยๆ และผมจะกลับมานุ่มสลวย ผมที่แตกปลายจะเห็นผลในระยะเวลา 2-3 เดือนแล้วแต่อาการ ส่วนผมร่วงจะลดการหลุดร่วงของเส้นผมและดีขึ้นเมื่อใช้ไป 4-5 ครั้ง
* ส้นเท้าแตก ทาน้ำมันมะพร้าวและนวดคลึงทุกวันก่อนนอนติดต่อกัน 7-10 วันก็จะหาย หรือดีขึ้นแล้วแต่อาการ เมื่อหายแล้วควรใช้ต่อไปเพื่อจะไม่กลับมาเป็นอีก
น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ จะเป็นไขที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และจะกลับมาใสเหมือนเดิมที่อุณหภูมิห้อง โดยที่คุณสมบัติทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม จึงสามารถเก็บไว้ได้นานในอุณหภูมิปกติโดยไม่มีกลิ่นหืน หากน้ำมันมะพร้าวเป็นไขให้นำขวดน้ำมันมะพร้าวไปแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 5 นาที น้ำมันมะพร้าวจะกลับมาใสเหมือนเดิม
นี่ แหละของดีของไทยๆ ที่มีมาแต่โบราณ เราควรจะภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่รู้จักดำรงอยู่กับธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ แทนที่จะเบียดเบียนธรรมชาติอย่างทุกวันนี้










